
.jpg)
น้ำผึ้งที่ได้รับมาตรฐานสินค้า ปี 2022
ประโยชน์ของน้ำผึ้ง
1)ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
2)ช่วยชะลอวัย ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
3)ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
4)พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื่น และนุ่มนวล หลังล้างหน้าเสร็จให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
5)ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก 6) ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
7)ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง ad
8)ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสวยเงางาม หลังสระผมเสร็จให้นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก
9)ช่วยบำรุงเสียงให้ใส ลดอาการเจ็บคอ
10)ช่วยลดสิวเสี้ยน สิวอุดตันบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสร็จแล้วให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
11)นิยมนำมาใช้ผสมในเครื่องต่าง ๆ เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์ 12)นำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ
13)ใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน
14)น้ำผึ้งสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาส์กหน้า สบู่ เจลล้างหน้า สครับเป็นต้น
15)น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ดี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก
16)ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการทำงานหรือเล่นกีฬา 17)ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุ
18)ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
19)ช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน
20)ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย ด้วยการใช้น้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว แล้วบีบมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วเติมน้ำร้อนดื่ม
21)ช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น น้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการไอจากหวัดในเด็กได้ดีกว่ายาแก้ไอ 22)ช่วยรักษาอาการเมาค้าง
23)ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่ น้ำผึ้งมีฤทธิ์ยาระงับประสาทอ่อน ๆ จึงช่วยลดอาการหงุดหงิด ความกังวลได้
24)ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับและช่วยทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
25)ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้น้ำผึ้งและงาดำอย่างละ 50 กรัม โดยนำงาดำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำผึ้ง ชงกับน้ำร้อนดื่ม
26)ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้สาลี่หอมจำนวน 5 ลูก น้ำผึ้ง 250 กรัม โดยปอกลูกสาลี่แล้วนำมาตำให้ละเอียด นำไปคลุกกับน้ำผึ้งแล้วต้มจนเหนียว แล้วนำมาผสมกับน้ำกิน
27)ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะน้ำผึ้งมีส่วนผสมของธาตุเหล็กซึ่งช่วยในการเพิ่มเม็ดเลือดแดง
28)ช่วยบำรุงหัวใจ ขับชีพจร และป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
29)ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ ช่วยระงับความร้อนในร่างกาย
30)ช่วยรักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อตาอักเสบ เป็นต้น
31)ช่วยบรรเทาอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีเสมหะ ด้วยการชงดื่มกับน้ำมะนาว น้ำผึ้งช่วยลดกรดในกระเพาะ
32)ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะน้ำผึ้งจะถูกดูดซึมทันทีเมื่อถึงลำไส้ ซึ่งต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น
33)ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
34)ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องเสียอย่างรุนแรง
35)ช่วยแก้อาการท้องเดิน
36)ช่วยบำรุงลำไส้ที่อักเสบให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
37)ช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา (Candida) ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อแผนปัจจุบัน
38)ช่วยแก้อาการเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ เพราะช่วยดูดความชื้นและช่วยอุ้มน้ำไว้
39)ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการนำกระเทียมผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 3 ครั้ง
40)ช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ ด้วยการใช้น้ำส้มนำมาผสมกับแอปเปิลไซเดอร์ 2 ช้อนชาลงในน้ำร้อน แล้วเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงดื่มวันละสองครั้ง 41)ช่วยแก้อาการตะคริวหรือป้องกันการเป็นตะคริว
42)ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจิ้มกับน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูกลงได้
43)ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลและช่วยให้แผลหายเร็ว
44)ช่วยรักษาโรคฮ่องกงฟุตและกลากเกลื้อน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์
45)ช่วยแก้ปัญหาเด็กแหวะนม โดยใช้น้ำผึ้งผสมกับนมดื่ม ใช้เป็นน้ำกระสายยา
คุณค่าทางโภชนาการของน้ำผึ้ง ต่อ 100 กรัม พลังงาน 304 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 82.4 กรัม
น้ำตาล 82.12 กรัม
เส้นใย 0.2 กรัม
ไขมัน 0 กรัม
โปรตีน 0.3 กรัม
น้ำ 17.10 กรัม
วิตามินบี 1 0.038 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 3 0.121 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 5 0.068 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 6 0.024 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 9 2 ไมโครกรัม 1%
วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.42 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมกนีเซียม 2 มิลลิกรัม 1%
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม 1%
โพแทสเซียม 52 มิลลิกรัม 1%
ธาตุโซเดียม 4 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.22 มิลลิกรัม 2%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่
Cr: (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
น้ําผึ้งแท้ดูยังไง
การเลือกน้ำผึ้งแท้มารับประทานนั้น ในปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากที่จะตรวจสอบว่าน้ำผึ้งที่คุณซื้อมาจะเป็นน้ำผึ้ง 100% หรือเปล่า เพราะในผู้ผลิตบางรายอาจจะใส่สารปลอมแปลงลงไปผสมในน้ำผึ้งเพื่อให้เจือจาง นอกจากจะตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
ซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีราคาแพงมากและเป็นเรื่องที่ยุ่งยากนั่นเอง แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการซื้อมาจากเจ้าที่เราไว้ใจได้จริง ๆหรือไม่เราก็ควรประเมินด้วยสาตาเปล่า ๆ ของเรานี้แหละ
มาดูวิธีการเลือกน้ำผึ้งกัน
-ดูที่ความเข้มข้นและความหนืดเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าในน้ำผึ้งนั้นไม่มีน้ำผสมอยู่
-ดูจากสี สีต้องเป็นธรรมชาติ คือสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลใส และไม่ขุ่นทึบ
-กลิ่นหอมตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งจากดอกลำไย
-ต้องสะอาด ไม่มีกาก ไขผึ้ง หรือมีเศษของตัวผึ้งปะปนอยู่ รวมไปถึงวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ
-ต้องไม่แยกชั้นและต้องเป็นเนื้อเดียวกัน
-ต้องไม่มีการใส่สารปรุงแต่งรส กลิ่น หรือสี ลงในน้ำผึ้ง
-ต้องไม่มีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นบูด และต้องไม่มีฟอง